บันทึกอนุทินครั้งที่
15
วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2562
เวลา 8 : 30 – 11 : 30 น.
วันนี้มีการนำเสนอแผ่นพับที่อาจารย์สั่งไว้ก่อนสงกรานต์เกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย
👉10
วิธีเลี้ยงลูกให้ฉลาด อารมณ์ดี มี EQ สูง
ที่คุณพ่อคุณแม่สร้างได้
เลี้ยงลูกให้ฉลาด อารมณ์ดี
มีอีคิวสูง เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สามารถสร้างเสริมให้ลูกได้ อีกทั้งไม่ใช่เรื่องยากเกินกว่าที่จะทำ
เพียงแต่ต้องอาศัยเทคนิคและเคล็ดลับดี ๆ ในการเลี้ยงลูก ว่าแล้วอย่ารอช้า
มาดูกันเลยดีกว่าค่ะว่าจะมีวิธีใดบ้าง
คุณพ่อคุณแม่ทุกคนล้วนอยากให้ลูกของตนเองเป็นเด็กเก่ง
เด็กดี และเด็กฉลาดกันทั้งนั้นใช่ไหมล่ะคะ ซึ่งความฉลาดในที่นี้ไม่ได้หมายถึง
การมีพัฒนาการและการเจริญเติบโตทั้งด้านร่างกาย ภาษา
และสติปัญญาที่สมวัยเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึง ความฉลาดทางอารมณ์ หรือ EQ (Emotional Quotient) ซึ่งเด็กจะมีพฤติกรรมการเรียนรู้
หรือมีลักษณะนิสัยอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูของพ่อแม่เป็นส่วนใหญ่
วันนี้กระปุกดอทคอมจึงได้นำเทคนิคเคล็ดลับดี ๆ
ในการเลี้ยงลูกให้ฉลาดทั้งทางด้านสติปัญญาและทางด้านอารมณ์มาฝากคุณพ่อคุณแม่ทุกคนแล้ว
มาดูกันค่ะว่าจะมีวิธีใดบ้าง
1. หมั่นพูดคุยกับลูก
คุณพ่อคุณแม่หมั่นพูดคุยโต้ตอบกับลูกบ่อย ๆ ในขณะที่ทำกิจวัตรประจำวัน เช่น
ตอนอาบน้ำ ตอนทานข้าว ตั้งใจฟังในสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อ
ถามว่าลูกกำลังคิดหรือรู้สึกอะไร พร้อมรับฟังลูกเมื่อเขามีคำถาม
และพยายามตอบคำถามให้ดีที่สุดเท่าที่คุณรู้
ซึ่งการพูดคุยกันแบบตัวต่อตัวจะช่วยสร้างการเชื่อมต่อของสมอง
ช่วยพัฒนาทักษะการใช้ภาษา การสื่อสาร สอนให้ลูกได้เรียนรู้คำศัพท์และประโยคต่าง ๆ
มากขึ้น ช่วยพัฒนาระบบความคิด และยังช่วยเพิ่มความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวอีกด้วย
2. อ่านหนังสือกับลูก
การอ่านหนังสือกับลูกน้อยพร้อมกับฝึกให้ลูกอ่านตามนั้น
จะช่วยพัฒนาทักษะด้านการอ่าน ด้านการสื่อสาร และการทำความเข้าใจ
โดยคุณพ่อคุณแม่อาจอ่านหนังสือนิทาน หรือ สารคดีสั้น ๆ
เล่าให้เขาฟังหรือฝึกให้เขาอ่านตามประโยค ก็จะช่วยพัฒนาทักษะทางด้านภาษา
เป็นการฝึกสมาธิ และยังช่วยพัฒนาทักษะทางด้านอารมณ์ ความรู้สึก
โดยคุณพ่อคุณแม่อาจสอดแทรกคติสอนใจ หรือข้อคิดการทำความดีให้เด็ก ๆ
ได้ฟังและคิดตามไปด้วย
3. ให้ลูกมีเวลาเล่นและทำกิจกรรมอื่น
ๆ บ้าง
การเล่นช่วยส่งเสริมพัฒนาการของลูกน้อย
โดยคุณพ่อคุณแม่ควรเน้นของเล่นที่เสริมทักษะ
และสร้างความสนุกสนานพร้อมกับการเรียนรู้ให้เหมาะในแต่ละช่วงวัย
เปิดโอกาสให้ลูกได้เล่นกับเด็กคนอื่น ๆ รวมไปถึงการทำกิจกรรมนอกบ้าน เช่น
การเข้าค่าย การเข้าคอร์สที่ฝึกทักษะต่าง ๆ เช่น การวาดรูป การร้องเพลง
ก็จะช่วยให้เขาจะรู้จักการปรับตัว รู้จักการพูดคุยสื่อสาร
การถ่ายทอดความคิดและการแสดงความรู้สึกอย่างเหมาะสม
ซึ่งจะช่วยพัฒนาและสร้างพื้นฐานทางด้านสังคมให้แก่ลูกน้อย
ทั้งยังช่วยพัฒนาการเจริญเติบโตของร่างกาย พัฒนาสติปัญญา
รวมถึงช่วยพัฒนาทางด้านอารมณ์อีกด้วย
4. สนับสนุนให้ลูกออกกำลังกาย
นอกจากการพัฒนาศักยภาพด้านการเรียนรู้แล้ว
เรื่องของสุขภาพก็เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องดูแลและพัฒนาควบคู่ไปด้วยเช่นกัน
การกระตุ้นให้ลูกน้อยออกกำลังกายบ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน วิ่ง กระโดด
ก็จะช่วยให้ลูกแข็งแรงและฉลาดขึ้น เพราะการออกกำลังกายช่วยทำให้ระบบหมุนเวียนโลหิตทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ช่วยให้มีสมาธิ และยังช่วยพัฒนาเซลล์สมองอีกด้วยค่ะ
5. ให้ลูกฟังเพลง หรือเล่นดนตรีบ่อย
คุณพ่อคุณแม่ทราบหรือไม่ว่าการให้ลูกฟังดนตรีบ่อย
ๆ จะช่วยทำให้เขามีสมาธิมากขึ้น มีความจำที่ดี มีความกระตือรือร้น
ทั้งยังช่วยพัฒนาสมาธิด้านการฟังมากขึ้นอีกด้วย โดยเฉพาะการฟังดนตรีคลาสสิก
ซึ่งเป็นเสียงดนตรีที่มีคลื่นเสียงที่เป็นระเบียบ ทำให้ลูกน้อยรู้สึกผ่อนคลาย
สมองจึงเปิดรับสิ่งต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ช่วยให้ลูกมีพัฒนาการทางด้านอารมณ์
จินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนี้ การเล่นดนตรีประเภทต่าง ๆ เช่น เปียโน
กีตาร์ กลอง ยังช่วยพัฒนาสมองทั้งซีกซ้ายซีกขวา พัฒนาความสามารถของลูกด้านเหตุผล
และพัฒนาระบบความคิดได้ดีอีกด้วย
6. หากิจกรรมเสริมทักษะด้านต่าง ๆ ให้ลูกทำ
วิธีหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นความสามารถและศักยภาพของลูก
คือ การให้ลูกได้เล่นของเล่นหรือทำกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เขาได้ใช้ความคิด
ทักษะการแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์ โดยคุณพ่อคุณแม่อาจลองให้เขาทำอะไรใหม่ ๆ
ดูบ้าง เช่น ต่อบล็อกเลโก้ เล่นบทบาทสมมติ ฝึกวาดภาพ ฝึกร้องเพลง เต้นรำ เล่นดนตรี
เล่นกีฬา ซึ่งอาจทำให้ลูกได้ค้นพบสิ่งที่เขาชอบ และค้นพบความสามารถพิเศษที่ซ่อนอยู่ภายในก็เป็นได้
7.
สอนให้ลูกรู้จักรักตัวเองและรักคนอื่น
นอกจากเด็ก ๆ จะได้รับการเรียนรู้
และพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ ไปในทางที่ดีแล้ว เด็ก ๆ
ก็ควรต้องได้รับการส่งเสริมและขัดเกลาจิตใจให้ดีด้วยเช่นกัน
ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยพัฒนาความฉลาดทั้งทางด้านสติปัญญาและทางอารมณ์ได้เป็นอย่างดี
โดยเริ่มจากการสอนให้ลูกรู้จักแบ่งปัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น
รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา พร้อมกับสอนให้ลูกรู้จักรักตัวเอง
ในที่นี้ไม่ใช่ถึงการเห็นแก่ตัว แต่หมายถึง การทำให้ตัวเองมีความสุข ผ่อนคลาย
ไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียดจากการเรียนหรือต้องพยายามรักษาความเก่งตลอดเวลา
8.
ฝึกให้ลูกรู้จักช่วยเหลือตัวเองและมีความรับผิดชอบ
การปล่อยให้ลูกมีอิสระ
และมีโอกาสในการตัดสินใจทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง จะช่วยให้ลูกมีความคิดสร้างสรรค์
กล้าคิดกล้าทำ และเรียนรู้วิธีแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง โดยมีคุณพ่อคุณแม่คอยให้คำปรึกษาเมื่อลูกต้องการ
หรือให้ความช่วยเหลือเมื่อสิ่งนั้นยากเกินความสามารถของลูกเท่านั้น
ซึ่งนอกจากจะสอนให้ลูกรู้จักช่วยเหลือตัวเองแล้ว
ก็ควรฝึกให้เขามีความรับผิดชอบในหน้าที่ต่าง ๆ ในแต่ละวัน
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวและส่วนรวม ทั้งที่บ้านและโรงเรียน
โดยอาจตั้งกฎเกณฑ์และระเบียบวินัยภายในบ้าน
ให้ขอบเขตที่ชัดเจนว่ามีสิ่งใดที่เขาสามารถทำได้หรือทำไม่ได้บ้าง
9. ส่งเสริมให้ลูกรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า
นอกจากการส่งเสริมด้านทักษะต่าง ๆ แล้ว
คุณพ่อคุณแม่ก็อย่าลืมส่งเสริมกำลังใจให้ลูกด้วยเช่นกันนะคะ โดยเฉพาะเมื่อลูกทำดี
หรือประสบความสำเร็จ คุณพ่อคุณแม่ก็ควรชื่นชม แต่เมื่อลูกท้อแท้ ก็ควรสนับสนุน
ให้กำลังใจ ซึ่งการชมอย่างถูกต้อง ไม่ให้ลูกเหลิง คือการชมอย่างสมเหตุสมผล
จะช่วยให้เด็กมีความภาคภูมิใจในตัวเอง หรือมีความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น
ซึ่งจะส่งผลให้เขาสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีและมีประสิทธิภาพนั่นเองค่ะ
10. เป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูก
เหนือสิ่งอื่นใดที่สำคัญที่สุด คือ
คุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ลูก ๆ
เพราะเด็กจะเรียนรู้ได้อย่างอัตโนมัติโดยไม่ต้องสอนเลย ยกตัวอย่างเช่น
การฝึกนิสัยรักการอ่าน หากคุณพ่อคุณแม่หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านบ่อย ๆ ยามว่าง
หรืออ่านหนังสือนิทานให้ลูกฟัง พร้อมพูดคุยกับลูกเรื่องหนังสือที่เขาอ่าน
ก็จะส่งผลให้เขาซึมซับการอ่านหนังสือไปได้โดยไม่รู้ตัวค่ะ
การเลี้ยงลูกให้ฉลาดทั้งทางด้านสติปัญญาและทางด้านอารมณ์นั้น
เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทุกคนสามารถทำได้ เพียงแต่ต้องให้ความร่วมมือร่วมใจ
และใช้พื้นฐานความอบอุ่นของครอบครัวเข้ามาเป็นแรงเสริม
ก็จะช่วยให้ลูกสามารถเติบโตเป็นคนเก่งที่เป็นคนดี
สามารถปรับตัวและใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข
รวมถึงสามารถเข้าใจตัวเองและคนอื่นได้เป็นอย่างดี
แต่ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรตั้งความหวังกับลูกไว้สูงจนเกินไป
เพราะอาจทำให้ลูกเครียดและกดดัน จนอาจกลายเป็นผลร้ายมากกว่าผลดีต่อตัวลูกได้ค่ะ
💨การประเมินผล
👦 ประเมินอาจารย์
วันนี้อาจารย์สอนเข้าใจเป็นอย่างดี
และมีการอธิบายเพิ่มเติมในสิ่งที่นักศึกษาออกไปนำเสนอเพื่อให้เข้าใจมากขึ้น
👩 ประเมินตนเอง
วันนี้ฉันรู้สึกมีความสุขกับการเรียน
แต่สำหรับการนำเสนอวันนี้ยังทำได้ไม่ดีพอ
👬 ประเมินเพื่อน
วันนี้เพื่อนๆให้ความร่วมมือในการเรียนการสอนเป็นอย่างดีทุกคน
บางคนก็นำเสนองานได้ดี บางคนก็ยังมีส่วนที่ต้องปรับปรุง




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น