วันเสาร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2562

บันทึกอนุทินครั้งที่ 15


บันทึกอนุทินครั้งที่ 15
วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2562
เวลา 8 : 30 – 11 : 30 น.
👦อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต.กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด👦


วันนี้มีการนำเสนอแผ่นพับที่อาจารย์สั่งไว้ก่อนสงกรานต์เกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย


                                                                                                                                                                                             


👉10 วิธีเลี้ยงลูกให้ฉลาด อารมณ์ดี มี EQ สูง ที่คุณพ่อคุณแม่สร้างได้
              เลี้ยงลูกให้ฉลาด อารมณ์ดี มีอีคิวสูง เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สามารถสร้างเสริมให้ลูกได้ อีกทั้งไม่ใช่เรื่องยากเกินกว่าที่จะทำ เพียงแต่ต้องอาศัยเทคนิคและเคล็ดลับดี ๆ ในการเลี้ยงลูก ว่าแล้วอย่ารอช้า มาดูกันเลยดีกว่าค่ะว่าจะมีวิธีใดบ้าง
 คุณพ่อคุณแม่ทุกคนล้วนอยากให้ลูกของตนเองเป็นเด็กเก่ง เด็กดี และเด็กฉลาดกันทั้งนั้นใช่ไหมล่ะคะ ซึ่งความฉลาดในที่นี้ไม่ได้หมายถึง การมีพัฒนาการและการเจริญเติบโตทั้งด้านร่างกาย ภาษา และสติปัญญาที่สมวัยเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึง ความฉลาดทางอารมณ์ หรือ EQ (Emotional Quotient) ซึ่งเด็กจะมีพฤติกรรมการเรียนรู้ หรือมีลักษณะนิสัยอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูของพ่อแม่เป็นส่วนใหญ่ วันนี้กระปุกดอทคอมจึงได้นำเทคนิคเคล็ดลับดี ๆ ในการเลี้ยงลูกให้ฉลาดทั้งทางด้านสติปัญญาและทางด้านอารมณ์มาฝากคุณพ่อคุณแม่ทุกคนแล้ว มาดูกันค่ะว่าจะมีวิธีใดบ้าง
1. หมั่นพูดคุยกับลูก
  คุณพ่อคุณแม่หมั่นพูดคุยโต้ตอบกับลูกบ่อย ๆ ในขณะที่ทำกิจวัตรประจำวัน เช่น ตอนอาบน้ำ ตอนทานข้าว ตั้งใจฟังในสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อ ถามว่าลูกกำลังคิดหรือรู้สึกอะไร พร้อมรับฟังลูกเมื่อเขามีคำถาม และพยายามตอบคำถามให้ดีที่สุดเท่าที่คุณรู้ ซึ่งการพูดคุยกันแบบตัวต่อตัวจะช่วยสร้างการเชื่อมต่อของสมอง ช่วยพัฒนาทักษะการใช้ภาษา การสื่อสาร สอนให้ลูกได้เรียนรู้คำศัพท์และประโยคต่าง ๆ มากขึ้น ช่วยพัฒนาระบบความคิด และยังช่วยเพิ่มความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวอีกด้วย
2. อ่านหนังสือกับลูก
การอ่านหนังสือกับลูกน้อยพร้อมกับฝึกให้ลูกอ่านตามนั้น จะช่วยพัฒนาทักษะด้านการอ่าน ด้านการสื่อสาร และการทำความเข้าใจ โดยคุณพ่อคุณแม่อาจอ่านหนังสือนิทาน หรือ สารคดีสั้น ๆ เล่าให้เขาฟังหรือฝึกให้เขาอ่านตามประโยค ก็จะช่วยพัฒนาทักษะทางด้านภาษา เป็นการฝึกสมาธิ และยังช่วยพัฒนาทักษะทางด้านอารมณ์ ความรู้สึก โดยคุณพ่อคุณแม่อาจสอดแทรกคติสอนใจ หรือข้อคิดการทำความดีให้เด็ก ๆ ได้ฟังและคิดตามไปด้วย
 3. ให้ลูกมีเวลาเล่นและทำกิจกรรมอื่น ๆ บ้าง
            การเล่นช่วยส่งเสริมพัฒนาการของลูกน้อย โดยคุณพ่อคุณแม่ควรเน้นของเล่นที่เสริมทักษะ และสร้างความสนุกสนานพร้อมกับการเรียนรู้ให้เหมาะในแต่ละช่วงวัย เปิดโอกาสให้ลูกได้เล่นกับเด็กคนอื่น ๆ รวมไปถึงการทำกิจกรรมนอกบ้าน เช่น การเข้าค่าย การเข้าคอร์สที่ฝึกทักษะต่าง ๆ เช่น การวาดรูป การร้องเพลง ก็จะช่วยให้เขาจะรู้จักการปรับตัว รู้จักการพูดคุยสื่อสาร การถ่ายทอดความคิดและการแสดงความรู้สึกอย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยพัฒนาและสร้างพื้นฐานทางด้านสังคมให้แก่ลูกน้อย ทั้งยังช่วยพัฒนาการเจริญเติบโตของร่างกาย พัฒนาสติปัญญา รวมถึงช่วยพัฒนาทางด้านอารมณ์อีกด้วย
  4. สนับสนุนให้ลูกออกกำลังกาย
นอกจากการพัฒนาศักยภาพด้านการเรียนรู้แล้ว เรื่องของสุขภาพก็เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องดูแลและพัฒนาควบคู่ไปด้วยเช่นกัน การกระตุ้นให้ลูกน้อยออกกำลังกายบ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน วิ่ง กระโดด ก็จะช่วยให้ลูกแข็งแรงและฉลาดขึ้น เพราะการออกกำลังกายช่วยทำให้ระบบหมุนเวียนโลหิตทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้มีสมาธิ และยังช่วยพัฒนาเซลล์สมองอีกด้วยค่ะ
5. ให้ลูกฟังเพลง หรือเล่นดนตรีบ่อย
 คุณพ่อคุณแม่ทราบหรือไม่ว่าการให้ลูกฟังดนตรีบ่อย ๆ จะช่วยทำให้เขามีสมาธิมากขึ้น มีความจำที่ดี มีความกระตือรือร้น ทั้งยังช่วยพัฒนาสมาธิด้านการฟังมากขึ้นอีกด้วย โดยเฉพาะการฟังดนตรีคลาสสิก ซึ่งเป็นเสียงดนตรีที่มีคลื่นเสียงที่เป็นระเบียบ ทำให้ลูกน้อยรู้สึกผ่อนคลาย สมองจึงเปิดรับสิ่งต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ช่วยให้ลูกมีพัฒนาการทางด้านอารมณ์ จินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนี้ การเล่นดนตรีประเภทต่าง ๆ เช่น เปียโน กีตาร์ กลอง ยังช่วยพัฒนาสมองทั้งซีกซ้ายซีกขวา พัฒนาความสามารถของลูกด้านเหตุผล และพัฒนาระบบความคิดได้ดีอีกด้วย
 6. หากิจกรรมเสริมทักษะด้านต่าง ๆ ให้ลูกทำ
 วิธีหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นความสามารถและศักยภาพของลูก คือ การให้ลูกได้เล่นของเล่นหรือทำกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เขาได้ใช้ความคิด ทักษะการแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์ โดยคุณพ่อคุณแม่อาจลองให้เขาทำอะไรใหม่ ๆ ดูบ้าง เช่น ต่อบล็อกเลโก้ เล่นบทบาทสมมติ ฝึกวาดภาพ ฝึกร้องเพลง เต้นรำ เล่นดนตรี เล่นกีฬา ซึ่งอาจทำให้ลูกได้ค้นพบสิ่งที่เขาชอบ และค้นพบความสามารถพิเศษที่ซ่อนอยู่ภายในก็เป็นได้
7. สอนให้ลูกรู้จักรักตัวเองและรักคนอื่น
 นอกจากเด็ก ๆ จะได้รับการเรียนรู้ และพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ ไปในทางที่ดีแล้ว เด็ก ๆ ก็ควรต้องได้รับการส่งเสริมและขัดเกลาจิตใจให้ดีด้วยเช่นกัน ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยพัฒนาความฉลาดทั้งทางด้านสติปัญญาและทางอารมณ์ได้เป็นอย่างดี โดยเริ่มจากการสอนให้ลูกรู้จักแบ่งปัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา พร้อมกับสอนให้ลูกรู้จักรักตัวเอง ในที่นี้ไม่ใช่ถึงการเห็นแก่ตัว แต่หมายถึง การทำให้ตัวเองมีความสุข ผ่อนคลาย ไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียดจากการเรียนหรือต้องพยายามรักษาความเก่งตลอดเวลา
8. ฝึกให้ลูกรู้จักช่วยเหลือตัวเองและมีความรับผิดชอบ
 การปล่อยให้ลูกมีอิสระ และมีโอกาสในการตัดสินใจทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง จะช่วยให้ลูกมีความคิดสร้างสรรค์ กล้าคิดกล้าทำ และเรียนรู้วิธีแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง โดยมีคุณพ่อคุณแม่คอยให้คำปรึกษาเมื่อลูกต้องการ หรือให้ความช่วยเหลือเมื่อสิ่งนั้นยากเกินความสามารถของลูกเท่านั้น ซึ่งนอกจากจะสอนให้ลูกรู้จักช่วยเหลือตัวเองแล้ว ก็ควรฝึกให้เขามีความรับผิดชอบในหน้าที่ต่าง ๆ ในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวและส่วนรวม ทั้งที่บ้านและโรงเรียน โดยอาจตั้งกฎเกณฑ์และระเบียบวินัยภายในบ้าน ให้ขอบเขตที่ชัดเจนว่ามีสิ่งใดที่เขาสามารถทำได้หรือทำไม่ได้บ้าง
 9. ส่งเสริมให้ลูกรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า
 นอกจากการส่งเสริมด้านทักษะต่าง ๆ แล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็อย่าลืมส่งเสริมกำลังใจให้ลูกด้วยเช่นกันนะคะ โดยเฉพาะเมื่อลูกทำดี หรือประสบความสำเร็จ คุณพ่อคุณแม่ก็ควรชื่นชม แต่เมื่อลูกท้อแท้ ก็ควรสนับสนุน ให้กำลังใจ ซึ่งการชมอย่างถูกต้อง ไม่ให้ลูกเหลิง คือการชมอย่างสมเหตุสมผล จะช่วยให้เด็กมีความภาคภูมิใจในตัวเอง หรือมีความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เขาสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีและมีประสิทธิภาพนั่นเองค่ะ
10. เป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูก
เหนือสิ่งอื่นใดที่สำคัญที่สุด คือ คุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ลูก ๆ เพราะเด็กจะเรียนรู้ได้อย่างอัตโนมัติโดยไม่ต้องสอนเลย ยกตัวอย่างเช่น การฝึกนิสัยรักการอ่าน หากคุณพ่อคุณแม่หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านบ่อย ๆ ยามว่าง หรืออ่านหนังสือนิทานให้ลูกฟัง พร้อมพูดคุยกับลูกเรื่องหนังสือที่เขาอ่าน ก็จะส่งผลให้เขาซึมซับการอ่านหนังสือไปได้โดยไม่รู้ตัวค่ะ
การเลี้ยงลูกให้ฉลาดทั้งทางด้านสติปัญญาและทางด้านอารมณ์นั้น เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทุกคนสามารถทำได้ เพียงแต่ต้องให้ความร่วมมือร่วมใจ และใช้พื้นฐานความอบอุ่นของครอบครัวเข้ามาเป็นแรงเสริม ก็จะช่วยให้ลูกสามารถเติบโตเป็นคนเก่งที่เป็นคนดี สามารถปรับตัวและใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข รวมถึงสามารถเข้าใจตัวเองและคนอื่นได้เป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรตั้งความหวังกับลูกไว้สูงจนเกินไป เพราะอาจทำให้ลูกเครียดและกดดัน จนอาจกลายเป็นผลร้ายมากกว่าผลดีต่อตัวลูกได้ค่ะ

💨การประเมินผล

👦 ประเมินอาจารย์
วันนี้อาจารย์สอนเข้าใจเป็นอย่างดี และมีการอธิบายเพิ่มเติมในสิ่งที่นักศึกษาออกไปนำเสนอเพื่อให้เข้าใจมากขึ้น

👩 ประเมินตนเอง
วันนี้ฉันรู้สึกมีความสุขกับการเรียน แต่สำหรับการนำเสนอวันนี้ยังทำได้ไม่ดีพอ

👬 ประเมินเพื่อน
วันนี้เพื่อนๆให้ความร่วมมือในการเรียนการสอนเป็นอย่างดีทุกคน บางคนก็นำเสนองานได้ดี บางคนก็ยังมีส่วนที่ต้องปรับปรุง



บันทึกอนุทินครั้งที่ 14


บันทึกอนุทินครั้งที่ 14
วันศุกร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2562
เวลา 8 : 30 – 11 : 30 น.
👦อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต.กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด👦


วันนี้อาจารย์ให้โต้วาทีในหัวข้อการเรียนที่โรงเรียนกับการเรียนที่บ้าน และเรียนเรื่องอาหารและโภชนาการสำหรับเด็ก

💋 การโต้วาที

🏠 การเรียนที่บ้าน      


✔ ข้อดีของการเรียนที่บ้าน (Home School)
1.พ่อแม่ผู้ปกครองมีเวลาอยู่กับลูกเต็มที่ ความผูกพันอบอุ่นระหว่างพ่อแม่ลูกย่อมแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
2.พ่อแม่ผู้ปกครองมีโอกาสเลือกและปรับแนวทางการจัดหลักสูตร และการสอนให้เหมาะกับแบบแผนชีวิต ความเชื่อตลอดจนความต้องการ และความพร้อมของลูกได้อย่างยืดหยุ่นแทนการส่งลูกไปรับการศึกษาที่บังคับให้ลูกต้องเรียนทุกอย่างเหมือนๆ และพร้อมๆ กับเด็กอื่นๆ ในขณะที่ลูกยังอาจไม่สนใจหรือไม่พร้อมที่จะเรียนเรื่องนั้นๆ
3.เด็กได้รับการปฏิบัติในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจและสิทธิเสรีภาพของตนเอง ไม่มีพ่อแม่คนใดว่าลูกว่าเป็นเด็กเรียนช้าหรือเด็กมีปัญหาเหมือนในโรงเรียน
4.การเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้ต่อเนื่องตลอดเวลาโดยไม่มีเปิดเทอมหรือปิดเทอมที่ชัดเจน การเรียนรู้อย่างสนุกสนานต่อเนื่องจะค่อยๆ ปลูกฝังจิตวิญญาณ แห่งการเรียนรู้อยู่เสมอเช่นกัน
5.และในชีวิตจริงการเรียนรู้และพัฒนาตนเองก็ไม่มีเปิดเทอมหรือปิดเทอมเช่นกัน การเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ลงมือปฏิบัติจริงเป็นได้ง่ายขึ้นในบรรยากาศของครอบครัว ที่สามารถจัดกิจกรรมเสริมการเรียนรู้ทั้งในบ้านนอกบ้านได้มากมาย แทนที่จะให้เด็กเรียนแต่จากหนังสือและคำบรรยายเท่านั้น

🏫 การเรียนที่โรงเรียน 

✖ ข้อเสียของการเรียนที่บ้าน (Home School)
1.การอยู่กับลูกตลอดเวลาแทบจะทั้งวันนั้น พ่อแม่จะเริ่มจัดการได้ยาก เมื่อลูกรู้สึกหงุดหงิด กระวนกระวายไม่อยากเรียน
2.เลือกให้ลูกเรียนหนังสืออยู่บ้าน พ่อแม่จำเป็นต้องตอบคำถาม และอธิบายเรื่องโฮมสคูลอยู่บ่อยๆ การพูดคุยกับคนอื่นที่แตกต่างกันนั้น อาจจะทำให้รู้สึกเปรียบเทียบกับคนอื่นๆ และสงสัยในตัวเองว่าที่ตัดสินใจไปนั้นถูกต้องหรือเปล่า
3.พ่อแม่ต้องยับยั้งอารมณ์โกรธและอดทนให้มากเมื่อลูกดื้อ ไม่อยากเรียนหนังสือ
4.ต้องวางแผนจัดการสอนแบบโฮมสคูลให้ดี เพราะอาจจะไม่เข้มข้นเท่ากับการเรียนในโรงเรียน ทำให้ลูกเรียนรู้ได้ช้ากว่าเด็กที่เรียนในโรงเรียน
5.พ่อแม่ต้องเตรียมเงินเพื่อซื้อหนังสือจำนวนมาก รวมไปถึงค่าอุปกรณ์การเรียน หรือสื่อการสอนแบบต่างๆ
6.ในฐานะคุณครู พ่อแม่ต้องศึกษาให้มากเพื่อจะพร้อมให้ความรู้กับลูกได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด
7.เพื่อให้ลูกตั้งใจเรียน พ่อแม่ต้องคอยกระตุ้นลูกอยู่เสมอ ลูกจะได้พร้อมเรียนรู้
8.ต้องคอยพูดคุยกับพ่อแม่คนอื่นๆ ที่สอนหนังสือให้ลูกที่บ้านแบบเดียวกัน เพื่อขอคำแนะนำ และวิธีการแก้ปัญหาที่เหมาะสม
9.ถ้าอยากให้ลูกเรียนรู้อย่างเหมาะสมตามช่วงวัย พ่อแม่ต้องใช้เวลาอย่างมากในการศึกษาแนวทางการเรียนของเด็ก ค้นหาหลักสูตรที่ลูกจำเป็นต้องรู้ รวมถึงการจัดโปรแกรมการเรียนการสอนให้ลูกอย่างเหมาะสม
10.ใช้เวลาหาคนที่เรียนหนังสือที่บ้านแบบเดียวกับลูก เพื่อให้เด็กที่เรียนแบบโฮมสคูลได้รู้จักกัน จะได้สร้างสังคมให้กับลูก โดยที่ลูกไม่รู้สึกแปลกแยก

✔ ข้อดีของการเรียนที่โรงเรียน (Hi School)
1.ได้เข้าสังคม ได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น
2.การศึกษาเป็นระบบมากกว่าการเรียนที่บ้าน
3.ได้เรียนรู้การแก้ปัญหาด้วยตนเอง
4.มีตัวเลือกในการเรียนเยอะกว่า
5.ได้สัมผัสกับประสบการณ์ในการใช้ชีวิต

✖ ข้อเสียของการเรียนที่โรงเรียน (Hi School)
1.ค่าใช้จ่ายสูงกว่า
2.ข้อกำหนดคุณสมบัติในการเข้าเรียนเยอะและเข้มงวดกว่า

แต่ละครอบครัวก็มีความต้องการที่แตกต่างกัน ไม่ว่าพ่อแม่จะเลือกให้ลูกเรียนทางไหน ก็ย่อมดีที่สุดแล้วกับการตัดสินใจ และไม่ว่าจะเรียนที่บ้านหรือที่โรงเรียนก็ประสบความสำเร็จได้เช่นกัน

🍵 อาหารและโภชนาการสำหรับเด็ก

🍟 อาหารที่มีโทษเป็นพิษภัยแก่เด็ก

ปัจจุบันอาหารสำเร็จรูปสำหรับริโภคมีมากมายในตลาด ซึ่งผู้ผลิตคำนึง ถึงความสะดวกของผู้บริโภคเป็นหลัก สามารถเก็บไว้ได้นาน ในทุกอุณหภูมิ มีรสชาติถูกปากผู้บริโภค ผู้ผลิตโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความเชื่อว่าอาหารนั้นๆ ดี มีคุณค่า อร่อย ทันสมัย      หากผู้บริโภคหลงเชื่อโดยมิได้ไตร่ตรองหรือขาดความรู้ด้านโภชนาการ ก็จะรับประทานอาหารนั้นจนลืมคิดไปว่าการที่จะทำให้อาหารนั้นๆ คง สภาพความอร่อย ความหอม ความมัน ความหวาน คงสีสันไว้ได้ตลอด นั้นต้องอาศัยสารเคมีช่วยในการปรุงแต่งรูป รส กลิ่น และสี    ให้คงเดิม วัตถุเหล่านี้เองที่เป็นอันตรายได้
          


❌ปัญหาการขาดสารอาหารและการแก้ไขปัญหาการขาดสารอาหารในเด็ก

การขาดสารอาหารอย่างใดอย่างหนึ่งจากความบกพร่องของการบริโภค อาหาร จะทำให้เกิดอาการผิดปกติของร่างกายกลายเป็นโรคขาดสารอาหาร ยิ่งเมื่อเกิดในเด็กวัยที่กำลังเจริญเติบโต คือ อายุระหว่างแรกเกิดจนถึง 5 ปี ที่เป็นพื้นฐานสำคัญของอนาคตแล้ว ก็ยิ่งเป็นปัญหาที่เลวร้ายมากที่สุด การ ขาดสารอาหารในวัยเด็กจะทำให้เกิดความชะงักของการเจริญเติบโตเด็กจะ แคระแกร็น ส่งผลกระทบต่อระบบสมอง เนื่องจากมีการค้นพบว่า สมองของ คนเราจะเจริญอย่างรวดเร็วถึง 90% ในช่วง 2 ปีแรกของชีวิต ต่อจากนั้นจะ เจริญต่อไปจนอายุ 5 ปีหากช่วงอายุดังกล่าวเด็กได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน นอกจากร่างกายเจริญเติบโตไม่ดีแล้ว สมองก็จะเจริญเติบโตไม่เต็มที่ด้วย



🍝 หลักการจัดอาหารที่เหมาะสมกับพัฒนาการเด็ก

➤หลักการจัดอาหารที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก ดังนั้นผู้เลียงดูเด็กควรคำนึงถึงการจัดอาหารให้เหมาะสมกับสภาพและวัยของแต่ละบุคคลโดยคำนึงถึงความต้องการสารอาหาร ประโยชน์ที่จะได้รับจากสารอาหาร ปริมาณของอาหารที่ควรได้รับ และพิษภัยของอาหาร   เด็กที่ได้รับอาหารที่ดีมีคุณภาพ ได้รับอาหารเพียงพอ      มีสารอาหารคบถ้วนตามความต้องการ จะมีสุขภาพอนามัยทีสมบูรณ์ มีการเจริญเติบโตและมีพัฒนาการด้านต่าง ๆ เป็นปกติ แต่หากเด็กคนใดไม่ได้รับอาหารที่ดี ไม่เพียงพอ อาหารไม่มีคุณภาพ จะเกิดภาวะขาดสารอาหาร สุขภาพอนามัยไม่สมบูรณ์ รูปร่างแคระแกร็น เติบโตช้า พัฒนาการไม่สมวัย สภาพร่างกายผิดปกติ ส่งผลให้พฤติกรรมผิดปกติไปด้วย

➤ในช่วงอายุแรกเกิดถึง 5 ปี ถือเป็นช่วงที่สำคัญที่สุดของการเจริญเติบโตและการมีพัฒนาการใน ทุก ๆ ด้านของชีวิตเพราะเป็นช่วงที่ร่างกายมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการอย่างรวดเร็ว หากเด็กได้รับการเลี้ยงดู ได้รับอาหารอย่างเพียงพอและถูกต้องจะเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง ในที่นี้ควรทำความเข้าใจถึงความหมายของคำว่า การเจริญเติบโตและพัฒนาการว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร การเจริญเติบโต หมายถึง การะบวนการเปลี่ยนแปลงไปสู่ภาวะที่สมบูรณ์ ทั้งด้านการเพิ่มขนาดของร่างกายทุกส่วนหรือเฉพาะส่วน สามารถวัดได้ เช่นน้ำหนัก ความสูง ขนาด ความหนาแน่น เป็นต้น 

💭การประเมินผล

👦 ประเมินอาจารย์
วันนี้อาจารย์น่ารักมาก อารมณ์ดีเป็นพิเศษเลย และให้คำแนะนำในการโต้วาทีได้ดีมาก

👩 ประเมินตนเอง
วันนี้ฉันเป็นตัวแทนออกไปพูดโต้วาทีในหัวข้อการเรียนที่บ้าน ซึ่งเป็นครั้งแรกของการโต้วาทีของฉัน รู้สึกตื่นเต้นนิดหน่อย กลัวว่าจะพูดไม่ได้โต้ไม่เป็น แต่พอได้พูดแล้วก็รู้สึกว่าตัวเองพูดได้อยู่ สำหรับการพูดครั้งแรกก็ถือว่าพูดได้ดี ได้รับคำชมจากเพื่อนๆด้วย

👭 ประเมินเพื่อน
วันนี้เพื่อนๆทุกคนน่ารัก คนที่เป็นตัวแทนออกไปโต้วาทีก็พูดได้ดีทุกคน ส่วนคนที่ไม่ได้โต้ก็ให้ความร่วมมือในการเรียนการสอนดีมาก



วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2562

บันทึกอนุทินครั้งที่ 13

บันทึกอนุทินครั้งที่ 13
วันศุกร์ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2562
เวลา 8 : 30 - 11 : 30 น.
👦อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต.กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด👦


💙💦💦💦วันนี้ไม่มีการเรียนการสอน เนื่องจากเป็นวันหยุดสงกรานต์ 💦💦💦💙

บันทึกอนุทินครั้งที่ 12

บันทึกอนุทินครั้งที่ 12
วันศุกร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2562
เวลา 12 : 30 - 15 : 30 น.
👦อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต.กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด👦

        
เนื่องจากวันนี้ดิฉันมีการทำโครงการจิตอาสาในช่วงเช้าจึงไปเรียนตามเวลาไม่ทัน จึงขออนุญาตอาจารย์มาเรียนตอนบ่ายพร้อมกลับกลุ่มเรียนบ่าย สำหรับวันนี้อาจารย์ให้นำเสนอวิดีโอที่ไปสัมภาษณ์ครูที่โรงเรียน แต่ดิฉันไม่ได้เข้าเรียนเพราะต้องเดินทางกลับบ้าน จึงให้เพื่อนในกลุ่มนำวิดีโอไปนำเสนออาจารย์แทน และอาจารย์สั่งงานให้ทำแผ่นพับเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย และสัปดาห์หน้าให้นักศึกษาแบ่งกลุ่มเป็น2กลุ่มเพื่อโต้วาที ระหว่างการเรียนที่โรงเรียนกับเรียนที่บ้าน





💬การประเมินผล


👦ประเมินอาจารย์ 
จากการสอบถามเพื่อนๆ เพื่อนๆบอกว่าวันนี้อาจารย์น่ารัก นำเสนองานเสร็จอาจารย์ก็ให้กลับบ้านได้เลย
👩ประเมินตนเอง
วันนี้ฉันไม่ได้เข้าเรียน
👭ประเมินเพื่อน
จากการสอบถามเพื่อนๆ วันนี้เพื่อนๆทุกคนน่ารัก ตั้งใจเรียนกันทุกคน เพราะทุกคนตื่นเต้นกับการจะได้กลับบ้านในวันสงกรานต์










วันพุธที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2562

บันทึกอนุทินครั้งที่ 11

บันทึกอนุทินครั้งที่ 11
วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2562
เวลา 8:30 – 11:30 น.
👦อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต.กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด👦


        วันนี้ไม่มีการเรียนการสอน เนื่องจากอาจารย์มอบหมายงานให้นักศึกษาไปสัมภาษณ์ครูที่สอนในระดับอนุบาลตามโรงเรียนต่างๆในกรุงเทพมหานคร

บันทึกอนุทินครั้งที่ 16

บันทึกอนุทินครั้งที่ 1 6 วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 เวลา 8 : 30 – 11 : 30 น. 👦อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต.กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด👦 ...