วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562

บันทึกอนุทินครั้งที่ 10

บันทึกอนุทินครั้งที่ 10
วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2562
เวลา 8:30 – 11:30 น.
👦อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต.กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด👦


วันนี้อาจารย์ให้นำเสนอบทความเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย และแจ้งคะแนนสอบกลางภาค
💬 บทความของฉัน
10 วิธีเลี้ยงลูกให้ฉลาด อารมณ์ดี มี EQ สูง ที่คุณพ่อคุณแม่สร้างได้
              เลี้ยงลูกให้ฉลาด อารมณ์ดี มีอีคิวสูง เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สามารถสร้างเสริมให้ลูกได้ อีกทั้งไม่ใช่เรื่องยากเกินกว่าที่จะทำ เพียงแต่ต้องอาศัยเทคนิคและเคล็ดลับดี ๆ ในการเลี้ยงลูก ว่าแล้วอย่ารอช้า มาดูกันเลยดีกว่าค่ะว่าจะมีวิธีใดบ้าง
 คุณพ่อคุณแม่ทุกคนล้วนอยากให้ลูกของตนเองเป็นเด็กเก่ง เด็กดี และเด็กฉลาดกันทั้งนั้นใช่ไหมล่ะคะ ซึ่งความฉลาดในที่นี้ไม่ได้หมายถึง การมีพัฒนาการและการเจริญเติบโตทั้งด้านร่างกาย ภาษา และสติปัญญาที่สมวัยเพียงอย่างเดียว แต่รวมไปถึง ความฉลาดทางอารมณ์ หรือ EQ (Emotional Quotient) ซึ่งเด็กจะมีพฤติกรรมการเรียนรู้ หรือมีลักษณะนิสัยอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูของพ่อแม่เป็นส่วนใหญ่ วันนี้กระปุกดอทคอมจึงได้นำเทคนิคเคล็ดลับดี ๆ ในการเลี้ยงลูกให้ฉลาดทั้งทางด้านสติปัญญาและทางด้านอารมณ์มาฝากคุณพ่อคุณแม่ทุกคนแล้ว มาดูกันค่ะว่าจะมีวิธีใดบ้าง
1. หมั่นพูดคุยกับลูก
  คุณพ่อคุณแม่หมั่นพูดคุยโต้ตอบกับลูกบ่อย ๆ ในขณะที่ทำกิจวัตรประจำวัน เช่น ตอนอาบน้ำ ตอนทานข้าว ตั้งใจฟังในสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อ ถามว่าลูกกำลังคิดหรือรู้สึกอะไร พร้อมรับฟังลูกเมื่อเขามีคำถาม และพยายามตอบคำถามให้ดีที่สุดเท่าที่คุณรู้ ซึ่งการพูดคุยกันแบบตัวต่อตัวจะช่วยสร้างการเชื่อมต่อของสมอง ช่วยพัฒนาทักษะการใช้ภาษา การสื่อสาร สอนให้ลูกได้เรียนรู้คำศัพท์และประโยคต่าง ๆ มากขึ้น ช่วยพัฒนาระบบความคิด และยังช่วยเพิ่มความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวอีกด้วย

2. อ่านหนังสือกับลูก
การอ่านหนังสือกับลูกน้อยพร้อมกับฝึกให้ลูกอ่านตามนั้น จะช่วยพัฒนาทักษะด้านการอ่าน ด้านการสื่อสาร และการทำความเข้าใจ โดยคุณพ่อคุณแม่อาจอ่านหนังสือนิทาน หรือ สารคดีสั้น ๆ เล่าให้เขาฟังหรือฝึกให้เขาอ่านตามประโยค ก็จะช่วยพัฒนาทักษะทางด้านภาษา เป็นการฝึกสมาธิ และยังช่วยพัฒนาทักษะทางด้านอารมณ์ ความรู้สึก โดยคุณพ่อคุณแม่อาจสอดแทรกคติสอนใจ หรือข้อคิดการทำความดีให้เด็ก ๆ ได้ฟังและคิดตามไปด้วย
            3. ให้ลูกมีเวลาเล่นและทำกิจกรรมอื่น ๆ บ้าง
            การเล่นช่วยส่งเสริมพัฒนาการของลูกน้อย โดยคุณพ่อคุณแม่ควรเน้นของเล่นที่เสริมทักษะ และสร้างความสนุกสนานพร้อมกับการเรียนรู้ให้เหมาะในแต่ละช่วงวัย เปิดโอกาสให้ลูกได้เล่นกับเด็กคนอื่น ๆ รวมไปถึงการทำกิจกรรมนอกบ้าน เช่น การเข้าค่าย การเข้าคอร์สที่ฝึกทักษะต่าง ๆ เช่น การวาดรูป การร้องเพลง ก็จะช่วยให้เขาจะรู้จักการปรับตัว รู้จักการพูดคุยสื่อสาร การถ่ายทอดความคิดและการแสดงความรู้สึกอย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยพัฒนาและสร้างพื้นฐานทางด้านสังคมให้แก่ลูกน้อย ทั้งยังช่วยพัฒนาการเจริญเติบโตของร่างกาย พัฒนาสติปัญญา รวมถึงช่วยพัฒนาทางด้านอารมณ์อีกด้วย
              4. สนับสนุนให้ลูกออกกำลังกาย
นอกจากการพัฒนาศักยภาพด้านการเรียนรู้แล้ว เรื่องของสุขภาพก็เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องดูแลและพัฒนาควบคู่ไปด้วยเช่นกัน การกระตุ้นให้ลูกน้อยออกกำลังกายบ่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน วิ่ง กระโดด ก็จะช่วยให้ลูกแข็งแรงและฉลาดขึ้น เพราะการออกกำลังกายช่วยทำให้ระบบหมุนเวียนโลหิตทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้มีสมาธิ และยังช่วยพัฒนาเซลล์สมองอีกด้วยค่ะ

5. ให้ลูกฟังเพลง หรือเล่นดนตรีบ่อย
 คุณพ่อคุณแม่ทราบหรือไม่ว่าการให้ลูกฟังดนตรีบ่อย ๆ จะช่วยทำให้เขามีสมาธิมากขึ้น มีความจำที่ดี มีความกระตือรือร้น ทั้งยังช่วยพัฒนาสมาธิด้านการฟังมากขึ้นอีกด้วย โดยเฉพาะการฟังดนตรีคลาสสิก ซึ่งเป็นเสียงดนตรีที่มีคลื่นเสียงที่เป็นระเบียบ ทำให้ลูกน้อยรู้สึกผ่อนคลาย สมองจึงเปิดรับสิ่งต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ช่วยให้ลูกมีพัฒนาการทางด้านอารมณ์ จินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนี้ การเล่นดนตรีประเภทต่าง ๆ เช่น เปียโน กีตาร์ กลอง ยังช่วยพัฒนาสมองทั้งซีกซ้ายซีกขวา พัฒนาความสามารถของลูกด้านเหตุผล และพัฒนาระบบความคิดได้ดีอีกด้วย
 6. หากิจกรรมเสริมทักษะด้านต่าง ๆ ให้ลูกทำ
 วิธีหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นความสามารถและศักยภาพของลูก คือ การให้ลูกได้เล่นของเล่นหรือทำกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เขาได้ใช้ความคิด ทักษะการแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์ โดยคุณพ่อคุณแม่อาจลองให้เขาทำอะไรใหม่ ๆ ดูบ้าง เช่น ต่อบล็อกเลโก้ เล่นบทบาทสมมติ ฝึกวาดภาพ ฝึกร้องเพลง เต้นรำ เล่นดนตรี เล่นกีฬา ซึ่งอาจทำให้ลูกได้ค้นพบสิ่งที่เขาชอบ และค้นพบความสามารถพิเศษที่ซ่อนอยู่ภายในก็เป็นได้
7. สอนให้ลูกรู้จักรักตัวเองและรักคนอื่น
 นอกจากเด็ก ๆ จะได้รับการเรียนรู้ และพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ ไปในทางที่ดีแล้ว เด็ก ๆ ก็ควรต้องได้รับการส่งเสริมและขัดเกลาจิตใจให้ดีด้วยเช่นกัน ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยพัฒนาความฉลาดทั้งทางด้านสติปัญญาและทางอารมณ์ได้เป็นอย่างดี โดยเริ่มจากการสอนให้ลูกรู้จักแบ่งปัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา พร้อมกับสอนให้ลูกรู้จักรักตัวเอง ในที่นี้ไม่ใช่ถึงการเห็นแก่ตัว แต่หมายถึง การทำให้ตัวเองมีความสุข ผ่อนคลาย ไม่จำเป็นต้องเคร่งเครียดจากการเรียนหรือต้องพยายามรักษาความเก่งตลอดเวลา

8. ฝึกให้ลูกรู้จักช่วยเหลือตัวเองและมีความรับผิดชอบ
 การปล่อยให้ลูกมีอิสระ และมีโอกาสในการตัดสินใจทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง จะช่วยให้ลูกมีความคิดสร้างสรรค์ กล้าคิดกล้าทำ และเรียนรู้วิธีแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง โดยมีคุณพ่อคุณแม่คอยให้คำปรึกษาเมื่อลูกต้องการ หรือให้ความช่วยเหลือเมื่อสิ่งนั้นยากเกินความสามารถของลูกเท่านั้น ซึ่งนอกจากจะสอนให้ลูกรู้จักช่วยเหลือตัวเองแล้ว ก็ควรฝึกให้เขามีความรับผิดชอบในหน้าที่ต่าง ๆ ในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวและส่วนรวม ทั้งที่บ้านและโรงเรียน โดยอาจตั้งกฎเกณฑ์และระเบียบวินัยภายในบ้าน ให้ขอบเขตที่ชัดเจนว่ามีสิ่งใดที่เขาสามารถทำได้หรือทำไม่ได้บ้าง
 9. ส่งเสริมให้ลูกรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่า
 นอกจากการส่งเสริมด้านทักษะต่าง ๆ แล้ว คุณพ่อคุณแม่ก็อย่าลืมส่งเสริมกำลังใจให้ลูกด้วยเช่นกันนะคะ โดยเฉพาะเมื่อลูกทำดี หรือประสบความสำเร็จ คุณพ่อคุณแม่ก็ควรชื่นชม แต่เมื่อลูกท้อแท้ ก็ควรสนับสนุน ให้กำลังใจ ซึ่งการชมอย่างถูกต้อง ไม่ให้ลูกเหลิง คือการชมอย่างสมเหตุสมผล จะช่วยให้เด็กมีความภาคภูมิใจในตัวเอง หรือมีความรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้เขาสามารถทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีและมีประสิทธิภาพนั่นเองค่ะ
10. เป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูก
เหนือสิ่งอื่นใดที่สำคัญที่สุด คือ คุณพ่อคุณแม่ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ลูก ๆ เพราะเด็กจะเรียนรู้ได้อย่างอัตโนมัติโดยไม่ต้องสอนเลย ยกตัวอย่างเช่น การฝึกนิสัยรักการอ่าน หากคุณพ่อคุณแม่หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านบ่อย ๆ ยามว่าง หรืออ่านหนังสือนิทานให้ลูกฟัง พร้อมพูดคุยกับลูกเรื่องหนังสือที่เขาอ่าน ก็จะส่งผลให้เขาซึมซับการอ่านหนังสือไปได้โดยไม่รู้ตัวค่ะ
การเลี้ยงลูกให้ฉลาดทั้งทางด้านสติปัญญาและทางด้านอารมณ์นั้น เป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ทุกคนสามารถทำได้ เพียงแต่ต้องให้ความร่วมมือร่วมใจ และใช้พื้นฐานความอบอุ่นของครอบครัวเข้ามาเป็นแรงเสริม ก็จะช่วยให้ลูกสามารถเติบโตเป็นคนเก่งที่เป็นคนดี สามารถปรับตัวและใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข รวมถึงสามารถเข้าใจตัวเองและคนอื่นได้เป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรตั้งความหวังกับลูกไว้สูงจนเกินไป เพราะอาจทำให้ลูกเครียดและกดดัน จนอาจกลายเป็นผลร้ายมากกว่าผลดีต่อตัวลูกได้ค่ะ
💜การประเมินผล
👦ประเมินอาจารย์
วันนี้อาจารย์สอนเข้าใจเป็นอย่างดี และมีการอธิบายเพิ่มเติมในสิ่งที่นักศึกษาออกไปนำเสนอเพื่อให้เข้าใจมากขึ้น
👩ประเมินตนเอง
วันนี้ฉันรู้สึกมีความสุขกับการเรียน แต่สำหรับการนำเสนอวันนี้ยังทำได้ไม่ดีพอ
👫ประเมินเพื่อน
วันนี้เพื่อนๆให้ความร่วมมือในการเรียนการสอนเป็นอย่างดีทุกคน บางกลุ่มก็นำเสนองานได้ดี บางกลุ่มก็ยังมีส่วนที่ต้องปรับปรุง



บันทึกอนุทินครั้งที่ 9


บันทึกอนุทินครั้งที่ 9
วันศุกร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2562
เวลา 8:30 – 11:30 น.
👦อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต.กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด👦


            
            วันนี้อาจารย์สอนในเรื่องของการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมในเด็กปฐมวัย  และแนวคิดเกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรมของนักทฤษฎี และให้นักศึกษาแบ่งกลุ่มแสดงบทบาทสมมติเกี่ยวกับการสอนเรื่องคุณธรรมจริยธรรมให้กับนักเรียนหรือลูก ในบทบาทของครูหรือผู้ปกครอง
ทฤษฎีจริยธรรมตามแนวคิดการให้เหตุผลเชิงจริยธรรมของโคลเบอร์ก👨
    โคลเบอร์ก เป็นนักจิตวิทยาที่อธิบายถึงจริยธรรมของคนที่พัฒนาขึ้นไปพร้อม ๆ กับความสามารถในการคิดเชิงเหตุผล โดยแบ่งออกเป็น 3 ระดับคือ ระดับก่อนกฎเกณฑ์ ระดับกฎเกณฑ์สังคม และระดับเลยกฎเกณฑ์ของสังคม สำหรับเด็กปฐมวัย จะอยู่ในขั้นแรกของทฤษฎีคือ ระดับก่อนกฎเกณฑ์ เด็กวัยนี้จึงตัดสินความถูกผิดจากความรู้สึกของตนเอง และตามกฎเกณฑ์ที่ ผู้อื่นกำหนดโดยแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอนดังนี้
            ขั้นตอนที่ 1 การหลีกเลี่ยงการลงโทษและการทำตามคำสั่ง (Punishment and obedience oreintation) เด็กวัยนี้จะประพฤติตนตามกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เพราะหลีกเลี่ยงการลงโทษ ความถูก ผิด ตัดสินโดยพิจารณาผล ถ้าถูกลงโทษถือว่าทำไม่ดี เด็กวัยนี้จึงยังไม่มีเหตุผลในการตัดสินใจทำสิ่งต่าง ๆ นอกจากปฏิบัติตามคำสอนของผู้ใหญ่
            ขั้นตอนที่ 2 การปฏิบัติเพื่อมุ่งหวังรางวัลส่วนตัว (Personal reward Oreintation) เด็กจะนำความต้องการของตนมากำหนดสิ่งที่ถูกและผิด ถ้าหากปฏิบัติสิ่งใดแล้วได้รางวัลก็จะยึดถือว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ดังนั้นการชมเชยและให้รางวัลเมื่อเด็กทำในสิ่งที่ถูกต้อง เหมาะสม จึงเป็นวิธีสอนจริยธรรม ความประพฤติให้กับเด็ก เนื่องจากเด็กยังไม่สามารถตัดสินสิ่งต่าง ๆ ได้ด้วยเหตุผลของตนเอง

      


ทฤษฎีการเรียนรู้จริยธรรมด้วยการกระทำตามแนวคิดของสกินเนอร์👱
         สกินเนอร์ (Skinner) นักจิตวิทยากลุ่มพฤติกรรมนิยม เป็นผู้เสนอทฤษฎีที่มีความเชื่อว่าพฤติกรรมของคนเกิดจากการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ผลจากการแสดงพฤติกรรมนั้นจะเป็นตัวบ่งชี้ว่าพฤติกรรมนั้นจะมีแนวโน้มเกิดขึ้นอีกหรือไม่ในสถานการณ์ที่คล้ายกับสถานการณ์เดิม ถ้าเกิดขึ้นอีกจะเรียกผลพฤติกรรมนั้นว่า การเสริมแรงทางบวก แต่ถ้าไม่เกิดขึ้นอีกเรียกผลของพฤติกรรมนั้นว่า การลงโทษ การอธิบายถึงการเรียนรู้ด้านจริยธรรมผ่านกระบวนการเสริมแรงและการลงโทษ หากเด็กแสดงพฤติกรรมที่ดีแล้วได้รับการชมเชย ยกย่อง คือ เด็กจะแสดงพฤติกรรมนั้นซ้ำอีก แต่หากแสดงพฤติกรรมใดแล้วถูกลงโทษ เด็กจะระงับหรือหยุดการกระทำนั้น ๆ ดังนั้นการเรียนรู้พฤติกรรมจริยธรรมของเด็กจึงขึ้นอยู่กับผู้ใหญ่ที่จะตัดสินว่า พฤติกรรมใดเป็นพฤติกรรมทางจริยธรรมที่เหมาะสม แล้วนำมาใช้ในการอบรมปลูกฝังเด็ก
              



๘ คุณธรรมพื้นฐาน 👪








❤การประเมินผล
👦ประเมินอาจารย์

วันนี้อาจารย์สอนเข้าใจเป็นอย่างดี และมีการให้นักศึกษาแสดงบทบาทสมมติเพื่อเพิ่มความเข้าใจในเนื้อหามากขึ้น
👩ประเมินตนเอง
วันนี้ฉันรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยเต็มที่กับการเรียน และนำเสนองานออกมาได้ไม่ดีเลย
👫ประเมินเพื่อน
วันนี้เพื่อนๆให้ความร่วมมือในการเรียนการสอนเป็นอย่างดีทุกคน บางกลุ่มก็นำเสนองานได้ดี บางกลุ่มก็ยังมีส่วนที่ต้องปรับปรุง








วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2562

บันทึกอนุทินตรั้งที่ 8


บันทึกอนุทินครั้งที่ 8
วันศุกร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2562
เวลา 8:30 – 11:30 น.
👦อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต.กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด👦

วันนี้เป็นการสอบกลางภาค จึงไม่มีการเรียนการสอน
💙💙💙💙🙍🙍🙍🙍

บันทึกอนุทินครั้งที่ 7

บันทึกอนุทินครั้งที่ 7
วันจันทร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
เวลา 9:00 – 12.00 น.
👦อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต.กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด👦

            
            วันนี้อาจารย์ให้ทำกิจกรรมกลุ่มเกี่ยวกับความต้องการของเด็กปฐมวัยและวิธีการส่งเสริมของพ่อแม่และครูในแต่ละด้าน และบอกแนวข้อสอบกลางภ
       
                
                                         


ความต้องการทางด้านร่างกาย


- สุขอนามัย
- กล้ามเนื้อมัดเล็ก มัดใหญ่
วิธีการตอบสนองของครู
-ส่งเสริมให้เด็กใช้ช้อนกลาง ล้างมือก่อนกินข้าว
-จัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆของร่างกาย
-จัดกิจกรรมการวาดภาพระบายสี ปั้นดินน้ำมัน
วิธีตอบสนองของพ่อแม่
-ทำอาหารให้ลูกกินครบ5หมู่
-ชวนลูกแปรงฟันทุกๆวัน เช้า-เย็น
-ส่งเสริมการออกกำลังกายให้กับลูก
ความต้องการทางด้านอารมณ์จิตใจ


-ต้องการความปลอดภัย
-ต้องการที่จะได้รับการตามใจ
-ต้องการความรักความอบอุ่น
วิธีตอบสนองของครู
-อยู่ใกล้ๆเด็กตลอดเวลา คอยช่วยเหลือเด็ก เพื่อให้เด็กเกิดความมั่นใจ
-ไม่ควรขัดใจเด็ก
-จัดกิจกรรมที่ให้เด็กแสดงความรักต่อครูและเพื่อนๆ
วิธีตอบสนองของพ่อแม่
-พ่อแม่ควรอยู่กับลูกก่อนนอนทุกคืน เพื่อให้เขาเกิดความอบอุ่นใจ
-ส่งเสริมในสิ่งที่ลูกชอบโดยความเหมาะสม
-เอาใจใส่ลูกในทุกๆเรื่อง
ความต้องการทางด้านสังคม


-ความต้องการยอมรับ
-ความต้องการแข่งขัน
-ความต้องการความร่วมมือ
วิธีตอบสนองของครู
-ยอมรับและส่งเสริมในสิ่งที่เด็กแสดงออกมา
-จัดกิจกรรมการเล่นเกมการแข่งขันต่างๆในห้องเรียน
-จัดกิจกรรมการทำงานเป็นกลุ่มให้กับเด็ก
วิธีตอบสนองของพ่อแม่
-พ่อแม่ควรส่งเสริมในสิ่งที่ลูกรักหรือชอบ
-ส่งเสริมให้ลูกช่วยทำงานบ้าน
ความต้องการทางด้านสติปัญญา


-ต้องการรับรู้สิ่งต่างๆรอบตัว
-ต้องการสื่อสาร
วิธีตอบสนองของครู
-พาเด็กศึกษาสิ่งแวดล้อมนอกห้องเรียน
-ชวนกันตั้งคำถามแล้วให้เด็กคิดหาคำตอบ
วิธีตอบสนองของพ่อแม่
-พาลูกออกไปเที่ยวสถานที่ใหม่ๆ
-เล่านิทานให้ลูกฟังทุกวัน

💗การประเมินผล
       💫ประเมินอาจารย์
วันนี้อาจารย์แนะนำข้อมูลที่แต่ละกลุ่มออกไปนำเสนอได้ดี และเป็นประโยชน์ที่สามารถนำไปปรับใช้ในการนำเสนอครั้งต่อไปได้
      💫ประเมินตนเอง
วันนี้ฉันรู้สึกมีความสุขกับการเรียน และเข้าใจในเนื้อหาที่เรียนได้เป็นอย่างดี และมีความสุขกับการได้นำเสนองานหน้าชั้นเรียน
      💫ประเมินเพื่อน
วันนี้เพื่อนๆทุกคนตั้งใจเรียนเป็นอย่างดี และให้ความร่วมมือในการเรียนการสอนได้ดีมาก เพื่อนๆทุกกลุ่มนำเสนองานของกลุ่มตัวเองได้ดีทุกคน




บันทึกอนุทินครั้งที่ 6


บันทึกอนุทินครั้งที่ 6
วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
เวลา 8:30 – 11:30 น.
👦อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต.กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด👦



            วันนี้อาจารย์สอนในเรื่องของ การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย และวิธีการเลี้ยงลูกอย่างไรให้มีสมองดี พร้อมทั้งให้ดูวิดีโอประกอบ
ความหมายของการอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย
            การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย หมายถึง การที่บิดามารดา หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องในการเลี้ยงดูเด็ก ปฏิบัติต่อเด็กที่ยังไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ ให้เจริญเติบโตและมีพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ซึ่งผู้อบรมต้องอบรมด้วยความรัก ความเข้าใจ และปรับวิธีการอบรมเลี้ยงดูเด็กอย่างเหมาะสม ให้เข้ากับสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคม เพื่อให้เด็กเติบโตเป็นคนดี สามารถเผชิญกับสภาพการณ์ของสังคมและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
บทบาทและหน้าที่ของพ่อแม่ในการอบรมเลี้ยงดูลูก

1.มีเจตคติที่ดีต่อเด็ก
2.สนองความต้องการของเด็กในทุกด้าน
3.ถ่ายทอดวัฒนธรรมประเพณี
4.ปลูกฝังเจตคติที่ดีต่อบุคคลและสิ่งต่างๆ
5.ส่งเสริมความสนใจของเด็ก
6.ส่งเสริมพัฒนาการทางสติปัญญา
7.สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้แก่เด็ก
8.ทำตัวเป็นครูของลูก
9.การให้แรงเสริมและการลงโทษ

บทบาทพ่อแม่ที่ไม่เหมาะสมในการอบรมเลี้ยงดู


1.การตี
2.การใช้สินบน
3.การขู่
4.การเยาะเย้ย
5.การทำโทษรุ่นแรงเกินไป
6.การล้อเลียน
7.การคาดโทษ
8.การกระทำให้ได้รับความเจ็บปวด
9.การทำให้ได้รับความอับอาย
10.การเปรียบเทียบกับเด็กที่เล็กกว่า
11.การโต้เถียง ขัดแย้ง
12.การเข้มงวดเกินไป
13.การปล่อยปละละเลย

อิทธิพลของการเลี้ยงดูที่มีผลต่อพัฒนาการทางบุคลิกภาพ


ถ้าเด็กถูกเลี้ยงด้วยคำตำหนิ                     =            เขาก็จะเป็นคนล้มเหลว
ถ้าเด็กถูกเลี้ยงด้วยความก้าวร้าว              =            เขาก็จะเป็นคนที่แข็งกร้าว
ถ้าเด็กถูกเลี้ยงด้วยคำเย้ยหยัน                  =            เขาก็จะเป็นคนขลาดอาย
ถ้าเด็กถูกเลี้ยงด้วยความละอาย                =           เขาก็จะเป็นคนขี้หวาดระแวง
ถ้าเด็กถูกเลี้ยงด้วยความมานะ                  =           เขาก็จะเป็นคนที่อดทน
ถ้าเด็กถูกเลี้ยงด้วยการให้กำลังใจ             =           เขาก็จะเป็นคนที่เชื่อมั่นในตนเอง
ถ้าเด็กถูกเลี้ยงด้วยความชื่นชม                 =            เขาก็จะเป็นคนซึ้งในคุณค่า
ถ้าเด็กถูกเลี้ยงด้วยความยุติธรรม              =            เขาก็จะเป็นคนที่รักความยุติธรรม
ถ้าเด็กถูกเลี้ยงด้วยความรักความอบอุ่น    =            เขาก็จะเป็นคนมีศรัทธาในชีวิต
ถ้าเด็กถูกเลี้ยงด้วยการยอมรับ                  =             เขาก็จะเป็นคนที่พอใจในตนเอง
ถ้าเด็กถูกเลี้ยงด้วยความเป็นมิตร             =             เขาก็จะเป็นเด็กที่เต็มไปด้วยความรักและเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์

เลี้ยงลูกอย่างไรให้สมองทำงานดี





















❤ การประเมินผล
          👨 ประเมินอาจารย์
                   วันนี้อาจารย์สอนเข้าใจ มีการนำวิดีโอมาให้ดู เพื่อเพิ่มความเข้ใจในเนื้อหามากยิ่งขึ้น
          👩ประเมินตนเอง
                   วันนี้ฉันรู้สึกมีความสุขกับการเรียน และเข้าใจในเนื้อหาที่เรียนได้เป็นอย่างดี
           👪ประเมินเพื่อน
                   วันนี้เพื่อนๆทุกคนตั้งใจเรียนเป็นอย่างดี และให้ความร่วมมือในการเรียนการสอนได้ดีมาก







บันทึกอนุทินครั้งที่ 16

บันทึกอนุทินครั้งที่ 1 6 วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 เวลา 8 : 30 – 11 : 30 น. 👦อาจารย์ผู้สอน ว่าที่ ร.ต.กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด👦 ...